ฉบับที่แล้วพูดถึงน้องกายลูกชายวัยเกือบ 9
ขวบของผมที่มีธรรมะวาจาปานว่าจะพาไปบวช
จริงๆแล้วเขายังเป็นเด็กปกติทั่วๆไป มีดื้อ มีซน
ชอบเล่นเกมบอยเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงหลังๆพอ
เริ่มโตจะมีเรื่องแฟนเข้ามาครับ ใช่ครับเป็นเรื่อง
สาวๆในห้อง
ล่าสุดเรามีบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องแฟน ที่สอน
ผมเรื่องเกี่ยวกับการฟังซึ่งคิดว่าน่าจะแบ่งปัน
ให้เกิดประโยชน์
น้องกายมักจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนผู้หญิง
ในห้องคนหนึ่งที่ชอบพอเป็นพิเศษ ตามความ
เข้าใจของผมก็คิดว่าเป็นเรื่องของเด็กๆ ที่เริ่ม
คิด ทึกทัก แซวกันไปเอง เป็นเรื่องเล่นๆในวัย
เด็ก เปิดเทอมล่าสุดเด็กคนนี้ย้ายโรงเรียนไป
น้องกายกลับคุยเรื่องแฟนมากขึ้นผิดสังเกตุ
สุดท้ายที่เราคุยกันระหว่างนั่งอยู่ในรถ น้องกาย
ถามถึงเรื่องแต่งงาน และลงท้ายด้วยคำถามว่า
“แล้วเมื่อไหร่น้องกายจะมีแฟนอีก”
ด้วยการฟังของผมที่ไม่เข้าใจโลกของเด็ก
ตอบกลับไปอย่างมีอารมณ์ว่า “น้องกายทำไม
ต้องสนใจเรื่องแฟนนักหนา เรื่องสำคัญของ
น้องกายตอนนี้คือเรื่องเรียน เรื่องแฟนตอนนี้ไม่
สำคัญหลอก แล้วน้องกายก็ยังไม่เข้าใจด้วยว่า
แฟนและการมีครอบครัวที่แท้จริงคืออะไร”
น้องกายนิ่งเงียบ แล้วเริ่มร้องไห้ ทันใดนั้นผม
ก็ได้คิดทันทีเราไม่ได้ฟังลูกจริงๆ และการฟัง
ของเราทำลายความรู้สึกของลูกเพราะในโลก
ของเขาตอนนี้เรื่องแฟนสำคัญมาก
พวกเรานั่งเงียบกันมาตลอดทาง ผมนั่งคิดเรื่อง
การฟัง หนึ่งในประสาทสัมผัสที่เราใช้มาตลอด
ชีวิต เป็นธรรมชาติเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในความ
เป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยคนเราทะเลาะกัน
ขัดแย้งกัน แม้กระทั่งปัญหาการเมือง
ระดับประเทศที่วุ่นวายมาตลอด หลายๆครั้งก็
มาจากการฟัง
โดยธรรมชาติคนเรามักจะมีการฟังแบบอยู่คน
ละโลกกับผู้พูด เป็นการฟังแบบต่อต้าน
ฟังแบบไม่พยายามเข้าใจ ฟังแบบตั้งป้อมที่จะ
โต้ตอบ เคยสังเกตุตัวเองมั๊ยครับว่าบ่อยครั้ง
ทีเดียวที่เราฟังยังไม่ทันจบเราก็แย้ง สรุปแล้ว
เราก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้พูดกำลังจะสื่อเพราะในหัว
คอยแต่จะโต้แย้ง ส่วนผู้พูดก็ไม่สามารถสื่อใน
สิ่งที่ต้องการจะสื่อได้ เห็นมั๊ยครับว่าเราอยู่กัน
คนละโลกจริงๆ
การฟังแบบเข้าไปอยู่ในโลกของผู้พูด เป็นการ
ฟังแบบไม่ต่อต้าน ไม่โต้แย้ง ฟังให้จบ
ฟังแบบพยายามค้นหาความหมายของผู้พูด
ที่จะสื่อ ฟังแบบสมมุติว่าเราเป็นเขาเราจะรู้สึก
อย่างไร คิดอย่างไร
อย่างไรก็ตามการฟังแบบเข้าไปในโลกของ
ผู้พูดไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำตามสิ่งที่
ผู้พูดขอทุกอย่าง เพราะบางครั้งจริงๆแล้วผู้พูด
ก็ไม่ได้ต้องการที่จะให้เราทำอะไร แค่อยากจะ
พูดให้เราฟังเท่านั้นเอง หรือถ้าเราต้องให้
คำแนะนำอะไร ด้วยความเข้าใจในการฟัง และ
ประสบการณ์ที่แตกต่างกันเราอาจจะให้แง่คิด
มุมมองที่มีประโยชน์กับผู้ฟังได้ดีกว่า และถ้า
เราต้องตัดสินใจในสิ่งที่ผู้พูดพยายามขอ เราก็
มีสิทธิ์ มีทางเลือกที่จะตัดสินใจทำหรือไม่ทำ
ในสิ่งที่เขาขอ ต่างกันแต่เพียงว่าการตัดสินใจ
จะมาจากเหตุผล โอกาสและทางเลือกใหม่ๆที่
จะมีประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายจะเกิดขึ้นมาเอง
สถานการณ์ win win ก็เกิดจากการฟังแบบนี้
แหละครับ
ในวันนั้นเรากลับถึงบ้าน ผมคุยกับน้องกายใหม่
ว่า “ตอนป่าป๊าอายุเท่าน้องกาย ป่าป๊าก็มีแฟน
นะ …(รายละเอียดขออนุญาตไม่เล่า)
แต่ความหมายของแฟนในแต่ละวัยจะต่างกัน
แฟนในวัยเด็กแบบน้องกายเป็นแฟนแบบ
ความรู้สึกดีๆครั้งแรกกับเพื่อนต่างเพศในวัย
เด็กๆ เป็นแฟนแบบเพื่อนๆแซวกันสนุกๆ
พอน้องกายอายุซัก 18 ปี แฟนก็เปลี่ยนแปลง
ไปอีก แฟนตอนเป็นผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกแบบ
เป็นความรักที่ลึกซึ้ง เป็นความพร้อมที่จะ
แต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน น้องกายจะ
ค่อยๆเข้าใจ ป่าป๊าไม่ห้ามน้องกายในเรื่องนี้แต่
อยากให้น้องกายสนใจที่การเรียนมากกว่า”
ทีนี้น้องกายฟังอย่างเข้าใจ และหลังจากนั้นเรา
ก็คุยกันเรื่องแฟน กันอย่างสนุกสนานต่ออีกซัก
พัก
ผมแบ่งปันเรื่องการฟังที่ได้เรียนรู้จากลูกนี้
เพียงแค่อยากจะบอกว่าวันนี้เรามีการฟัง
แบบไหนในครอบครัวเรา หรือเพื่อนของเรา
ในที่ทำงานเราฟังเพื่อนร่วมงาน ฟังเจ้านาย
ฟังลูกน้องของเรา หรือแม้กระทั่งเราฟังลูกค้า
ของเราแบบคอยโต้แย้งตลอดเวลา หรือฟัง
แบบอยู่ในโลกของพวกเขา เมื่อเราเข้าไปอยู่
ในโลกของเขา เขาก็พร้อมจะเข้ามาอยู่ในโลก
ของเราถ้าฟังได้แบบนี้ความขัดแย้งจะไม่มีครับ
Filed under: How to

