เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมาเป็นวันเริ่มบังคับใช้
กฏหมายห้ามการใช้มือถือโทรศัพท์ขณะขับ
รถยนต์ สิ่งที่ผมต้องเตรียมตัวตอนนี้ก็คือ
ปัดฝุ่นหูฟังบลูทูธ และ อุปกรณ์แฮนด์ฟรี
ทุกชนิดให้พร้อมใช้งาน แต่อีกใจก็เกิดความคิด
ว่า เอ๊ะจริงๆแล้วเราจำเป็นมากเลยเหรอที่ต้อง
รับและคุยโทรศัพท์ขณะขับรถ มันคอขาดบาด
ตายจริงๆเหรอที่ต้องเสี่ยงรับโทรศัพท์ใน
ขณะนั้น
เจตนาของกฏหมายจริงๆคือป้องกันอุบัติเหตุ
จากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ การอนุโลมให้
ใช้อุปกรณ์เสริมได้ก็เป็นการพบกันครึ่งทาง
ด้วยการอนุมานว่าอย่างน้อย ถ้ามีหูฟังช่วย
มือทั้งสองของเราก็ยังอิสระในการควบคุม
รถยนต์
แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักจริงๆที่
อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุไม่ได้อยู่ที่มือที่ใช้ถือ
แต่เป็นระบบประสาทสัมผัสทั้งระบบต่างห่างที่
สูญเสียไปขณะโทรศัพท์และนำมาซึ่งอุบัติเหตุ
การวิจัยค้นพบว่าการขับรถยนต์ที่ปลอดภัย
จะต้องใช้ระบบประสาทสัมผัสทางการมองเห็น
การได้ยิน และ การทรงตัว สมองต้อง
ประมวลผลการทำงานของระบบประสาทสัมผัส
ทั้งสามอย่างสมดุล การวิจัยยังพบว่า
การพูดคุยโทรศัพท์ขณะขับรถจะทำให้ระบบ
การทำงานของทั้งสามส่วนไม่สมดุลและ
มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าการดื่ม
แอลกอฮอล์ถึง 4 เท่า
ฟังอย่างนี้แล้วก็นึกเสียวขึ้นมาทันทีเพราะ
บ่อยครั้งทีเดียวที่เวลาคุยโทรศัพท์ขณะขับรถ
ผมก็รู้สึกตัวเหมือนกันว่า ขณะคุยนั้นสมาธิเรา
ไม่ได้อยู่กับถนน จากแยกพัฒนาการกลับถึง
บ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัวเลย ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน
ตอนนั้นคงไม่มีสติในการตัดสินใจหลบหลีกเลย
ในขณะที่คุณภาพของการคุยโทรศัพท์ก็ไม่ดี
ด้วย บางครั้งทางก็จำไม่ได้และบทสนทนาใน
โทรศัพท์ก็จำไม่ได้ด้วยเหมือนกัน
ตอนนี้ก็เลยได้ข้อสรุปว่าจะไม่ใช้โทรศัพท์เลย
ขณะขับรถ หรือถ้าจำเป็นจริงๆก็จะใช้หูฟังและ
คุยให้สั้นที่สุด หรือ โทรกลับเมื่อสะดวกน่าจะ
ดีกว่า ทำเป็นเรื่องๆ ขับรถก็ขับรถ โทรศัพท์ก็
ค่อยว่ากันอีกที เดินทางก็ปลอดภัย เนื้อหาจาก
การคุยโทรศัพท์ก็น่าจะชัดเจนดีขึ้น
พูดถึงเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือก็อดไม่ได้ที่
จะพูดถึงวัฒนธรรมการใช้โทรศัพท์ในที่อื่นๆ
ถ้าการใช้โทรศัพท์ในรถยนต์เป็นเรื่องของ
อุบัติเหตุทางท้องถนน การใช้โทรศัพท์ในที่
สาธารณอื่นๆที่ไม่เหมาะสมก็คงเป็นอุบัติเหตุ
ทางมรรยาทที่สร้างความเสียหายแก่สมาธิและ
อารมณ์ของคนรอบข้าง
นอกจาก “โทรไม่ขับ” แล้วรัฐบาลน่าจะรณรงค์
“ดูหนังไม่โทร” หรือ “ประชุมไม่โทร” ด้วยครับ
โทรศัพท์เดี๋ยวนี้ทุกรุ่นเปิดระบบสั่นได้โดยง่าย
แต่บ่อยครั้งที่หลายคนก็จะโชว์เสียงสายเรียก
เข้าเพลงฮิตของศิลปินที่ชื่นชอบราวกับว่ามี
คอนเสิร์ตมือถือติดตัว เป็นที่น่าเพลิดเพลิน
ตลอดเวลา เสียงเข้ากันมาคนละเพลงสอง
เพลง ดังในโรงหนัง โรงละคร ห้องสัมมนา
หรือแม้แต่ในห้องประชุม จนกลายเป็น
วัฒนธรรมที่เกือบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
เสียงดังก็แย่พอแล้ว แต่บางคนก็ยังรับและ
พูดคุยต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งนอกจากรบกวน
และไม่ให้เกียรติ์กับผู้เข้าร่วมประชุม หรือ
ผู้บรรยายแล้ว คนที่คุยเองก็เสียสมาธิกับเรื่องที่
ทำอยู่เช่น ดูหนัง ประชุมเรื่องสำคัญ คุณภาพ
การสนทนาทางโทรศัพท์นั้นๆก็คงไม่ดี
เหมือนกัน เพราะจริงๆแล้วสมาธิเราก็ไม่พร้อม
ที่จะคุยอยู่ดี
คิดอย่างนี้ผมก็ได้ข้อสรุปเช่นเดียวกับการ
โทรศัพท์ในรถคือ ทุกๆการประชุม สัมมนา
เปิดระบบสั่น ไม่จำเป็นไม่รับสาย เสร็จแล้วค่อย
โทรกลับ หรือถ้าจำเป็นต้องรับสายก็คุยให้สั้น
หรือโทรกลับเมื่อสะดวกครับ
Filed under: Idea



