เสียงในหัว

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามี Roadshow ModernSpirit

ที่ชั้น 26 MOF มีการแสดงละคร เพื่อสะท้อน Spirit

เป็นเรื่องของผู้ร่วมงาน 2 คน ที่กำลังติดต่อเพื่อขอ

ความช่วยเหลือในการทำงาน เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ

แม้ว: พี่ปอครับ ผมมีงานจะให้พี่ปอช่วยเหลือ

ครับ ไม่ทราบพอจะมีเวลาทำให้มั๊ยครับช่วงนี้

(ในใจแม้วคิดว่า : ไอ้ห่า ทำไมกูซวยอย่างนี้

ต้องมาเจอมัน แล้วยังต้องขอร้องให้มันช่วยงานอีก)

ปอ: อ๋อ ก็พอมีเวลาบ้างนะ แม้วมีอะไรให้ช่วยหละ

(ในใจปอพูดว่า : แม่งง มีอะไรมายุ่งกับกูอีกเนี่ย

ยุ่งจะตายห่าอยู่แล้ว)

แม้ว : ก็เป็นงานแบบ น่ะครับพี่ปอผมเห็นพี่ปอ

เก่งมากในเรื่องนี้ก็เลยคิดว่าพี่ปอเหมาะครับ

(ในใจแม้วพูดว่า : กูต้องง้อมันอีกนานมั๊ยเนี่ย)

……….

มนุษย์เรามีสัญชาติญาณการป้องกันตัวอยู่

ใน DNA มาตั้งแต่เป็นมนุษย์ถ้ำครับ การแสดงออก

ของการป้องกันตัวเป็นได้หลายอย่าง การพูดในใจ

หรือเรียกอีกอย่างว่า เสียงในหัวหรือจะเรียก

ตามที่ อ.ยงยุทธ อาจารย์ผู้บรรยายเรื่องเกี่ยวกับ

ทัศนคติในการทำงานที่พวกเราชื่นชอบ ว่า

เสียงนกกระจิบในหัว

เคยรู้สึกมั๊ยครับว่าเรามีเสียงนกกระจิบในหัว

ถ้าไม่เชื่อว่ามีนะครับ เราลองมาใช้เวลาซัก 2 นาที

เงียบๆแล้วลองสังเกตุกันดู เอ้าเริ่มได้เลยครับ…..

ปรี๊ดด….หมดเวลา มีมั๊ยครับเสียงนกกระจิบ

ในระหว่างที่เงียบบางคนอาจจะคิดว่า

อะไรว่ะ นกกระจิบในหัวแม่งไร้สาระหรือ

เสียงอะไรกูไม่เห็นได้ยินเลย

…นั่นแหล่ะครับ เสียงนกกระจิบในหัวคุณแหละ

ส่วนใหญ่เสียงนกกระจิบจะเป็นเรื่องลบๆ

เป็นปฏิกิริยาป้องกันตัวเอง เช่น เวลาเราเห็น

ข่าวใน นสพ. เช่น แท๊กซี่เก็บกระเป๋าเงินได้

4 แสนคืนเจ้าของชาวต่างชาติ ใจเราก็จะ

คิดขึ้นมาทันทีว่า แม่ง สร้างภาพว่ะ โกหก

เหมือน สมพงษ์ เลือดทหาร หรือเปล่าเนี่ย

หรือเวลาเห็น ข่าวเกมออนไลน์ ที่มีท่าร่วมเพศ

ใจเราก็จะคิดว่า “Web ไหนว่ะเนี่ย น่าลอง

เล่นดูว่ะ หรือเวลาทำงานเมื่อเจ้านายเรา

สั่งงานให้ทำ ใจเราก็จะคิดว่า เอาอีกแล๊ะ

งานเก่ายังไม่เสร็จเลยมันสั่งงานใหม่อีกแล๊ะ

หรือเวลามีกิจกรรมอย่าง มุ่งมั่น Modernspirit

ให้ทำ ก็คิดว่า กิจกรรมเยอะแยะไปหมด

งานก็จะให้ทำ จะเอาอะไรกันนักหนาว่ะ

มันจะมาโดยธรรมชาติครับ ไม่ต้องบังคับ

อย่างที่บอก เป็นสัญชาติญาณ ไม่ต้องรู้สึกผิด

ด้วยครับ เพียงแต่ว่าเราต้องไม่ปล่อยให้

เสียงเหล่านี้มาควบคุมชีวิตเรา เสียงเหล่านี้

ถ้าเราควบคุมไม่ได้มันจะดึงชีวิตเราตกต่ำ

นานๆเข้ามันจะไม่ใช่แค่เสียงในหัว แต่มันจะ

ควบคุมพฤติกรรมให้เราแสดงออกไปตาม

ที่คิดเลยครับ

ประเด็นสำคัญก็คือว่า เราต้องพัฒนาเสียง

อีกเสียงหนึ่งขึ้นมา เป็นเสียงทางด้านบวก

จะว่าฝืนก็ฝืน เราฝืนความคิดลบให้กลาย

เป็นการแสดงออกที่บวก ฝึกปฏบัติไปเรื่อยๆ

เราก็จะสามารถควบคุมเสียงนกกระจิบ

ให้ไม่มีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากนัก

ผมเชื่อว่าคุณเปี๊ยก คุณสิทธิ์ และคุณโอม

ที่ใส่ชุด Mascot ตัวผึ้ง เมื่อได้รับการ

ร้องขอในครั้งแรกก็คงมีเสียงนกกระจิบว่า

แม่งทำไมต้องเป็นกูด้วยว๊ะ น่าเกลียดชิบเป๋ง

ทำไมมึงไม่ทำเองล่ะ แต่ทั้ง 3 ท่าน ก็คง

มีเสียงในด้านบวกตามมาว่า เอาน่า เพื่อ

เป็นตัวอย่างของ Spirit เราทำได้

ซึ่งเป็นการแสดงออกที่น่าชื่นชม เป็น

ตัวอย่างว่า ถ้าเราเอาชนะเสียงนกกระจิบได้

เราก็จะแสดงออกซึ่งคุณค่าในตัวของเรา

ออกมาได้ และสิ่งนี้แหละจะเติมเต็มชีวิตเรา

ละครตอนจบ……

(เสียงในหัวด้านดีของปอ: เออไอ้น้องคนนี้

มันก็พูดจาดีเหมือนกันนะไม่เหมือนที่คิดไว้)

ปอ: ก็ได้นะแม้ว ช่วงนี้งานไม่เยอะมาก

พอจะทำให้ได้ ว่าแต่จะเอาวันไหนล่ะ

(เสียงในหัวด้านดีของแม้ว: ที่จริงแล้ว

พี่เข้าก็เป็นคนดีมีน้ำใจนะเนี่ย)

แม้ว: ขอบคุณครับพี่ปอ อยากให้เสร็จ

ภายในวันศุกร์นี้ครับ

(เสียงในหัวด้านดีของปอ: โห..เวลา

น้อยเหมือนกันนะ แต่เอาน่า น่าจะทำได้)

ปอ: ได้แม้ว พี่จะพยายามทำให้เสร็จครับ

(เสียงในหัวด้านดีของแม้ว: อุ๊ยตาย

ว๊าย กรี๊ด พี่เข้าช่างเรอเริดประเสริฐสุดๆ)

แม้ว: ขอบคุณครับพี่ปอ

เสียงในหัวของคนเขียนบท : และแล้ว

ทั้งสองคนก็เห็นความดีของกันและกัน

จากเพื่อนร่วมงาน ก็พัฒนาเป็นความสัมพันธ์

ที่ลึกซึ้งขึ้น เรื่องก็จบลงตรงที่ทั้งสองคน

นัดหมายเจอกันในห้องน้ำ

อ่ะ อ่ะ เสียงนกกระจิบในหัวของคุณ

กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ

ใส่ความเห็น